ยุคกอโชซอน (ยุคโชซอนโบราณ)

ตั้งแต่ประมาณ 700,000 ปีก่อน มีผู้คนเริ่มอาศัยบนคาบสมุทรเกาหลีและบริเวณโดยรอบ ช่วงหลังยุคหินเริ่มต้นเมื่อประมาณ 8,000 ปีก่อน โบราณวัตถุจากยุคนั้นสามารถค้นพบได้ทั่วคาบสมุทรเกาหลี โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งและพื้นที่ใกล้แม่น้ำใหญ่

ยุคโลหะสำริดเริ่มต้นเมื่อ 1,500 – 2,000 ปีก่อนคริสตศักราช บนพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ของมองโกเลียและคาบสมุทรในปัจจุบัน นับตั้งแต่อาณาจักรก่อตัวขึ้น บรรดาเผ่าพันธุ์ต่างๆอาศัยอยู่ในมณฑลเหลียวหนิงของแมนจูเรียและตอนตะวันตกเฉียงเหนือของเกาหลี ชนเผ่าเหล่านี้ปกครองโดยผู้นำคือ ดันกุน โอรสเทพเจ้าแห่งสวรรค์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของคนเกาหลี ต่อมาได้สถาปนาอาณาจักรกอโชซอน (2,333 ปีก่อนคริสตศักราช) สมัยที่ก่อตั้งถือเป็นหลักฐานของความยั่งยืนของประวัติศาสตร์เกาหลี มรดกนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวเกาหลีและเป็นกำลังของพวกเขาที่จะสานต่อไปในช่วงเวลาของความทุกข์ยาก

อาณาจักรทั้งสามของเกาหลีและอาณาจักรคายา

อาณาจักรทั้งสามของเกาหลีและอาณาจักรคายา

เกาหลีสมัยโบราณมีการอาศัยเป็นแบบเผ่า ซึ่งรวมตัวกันในรูปแบบของนครรัฐขนาดเล็ก ต่อมานครรัฐเหล่านี้ค่อยๆ รวมตัวกันในหมู่เผ่าพันธมิตรด้วยโครงสร้างทางการเมืองที่แตกต่างกัน จนในที่สุดก็เจริญขึ้นเป็นอาณาจักร ในบรรดาเผ่าพันธมิตรที่หลากหลาย อาณาจักรโกกุริว (37 ปีก่อนคริสตศักราช – ค.ศ. 668) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนกลางริมเส้นทางของแม่น้ำอัมนกกัง (แม่น้ำยาลู) มีความเจริญมากที่สุดจนกลายเป็นอาณาจักรแห่งแรก

ผลจากการชนะสงครามนำโดยพระเจ้ากวางแกโตมหาราช (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 391-413) และพระเจ้าจางซู (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 413-491) กองทัพของโกกุริวสามารถรวมพื้นที่กว้างใหญ่ที่รวมแมนจูเรียและพื้นที่บริเวณกว้างบนคาบสมุทรเกาหลีเข้าไว้

อาณาจักรแบกเจ (18 ปีก่อนคริสตศักราช – ค.ศ. 660) ได้พัฒนาเป็นนครรัฐ มีที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำฮันกังซึ่งอยู่ใกล้เคียงบริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงโซลในปัจจุบัน แบกเจมีการรวมตัวกับเผ่าพันธมิตรคล้ายกับโกกุริว ในรัชสมัยของพระเจ้ากึนโจโก (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 346-374) แบกเจได้พัฒนาเป็นรัฐที่บริหารแบบรวมศูนย์ปกครองและปกครองโดยขุนนาง

อาณาจักรชิลลา (57 ปีก่อนคริสตศักราช – ค.ศ. 935) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรอีกด้านหนึ่ง เดิมเป็นอาณาจักรที่อ่อนแอและล้าหลังที่สุดในบรรดาอาณาจักรทั้งสาม แต่เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของชิลลาอยู่ห่างไกลจากอิทธิพลของจีน ดังนั้นชิลลาจึงไม่มีวิธีปฏิบัติและความคิดแบบจีน สังคมของชิลลาเป็นสังคมที่คำนึงถึงชนชั้นอย่างเด่นชัด และภายหลังจึงได้พัฒนาเป็นกลุ่มฮวารัง (เยาวชนแห่งดอกไม้) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะเช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรมขั้นสูงในพระพุทธศาสนา

อาณาจักรคายา (42-562) เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มนครรัฐต่างๆ ที่อาศัยอยู่แถบแม่น้ำนักดงกัง และพัฒนาขึ้นในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทร

การรวมชิลลาและบัลแฮ

การรวมชิลลาและบัลแฮ

ในกลางคริสต์ศตวรรษที่หก อาณาจักรชิลลาได้ปราบปรามและครอบครองอาณาจักรคายา ซึ่งเป็นอาณาจักรเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ตอนกลางคริสตศตวรรษแรกจนถึงกลางคริสตวรรษที่หก ชิลลายังร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับจีนในสมัยราชวงศ์ถัง เพื่อรบกับอาณาจักรโกกุริวและอาณาจักรแบกเจ ชิลลาสามารถรวมแบกเจในปี 660 และโกกุริวในปี 668 การรวมรวมดินแดนบนคาบสมุทรเกาหลีทำให้อาณาจักรชิลลาสามารถขับไล่กำลังพลของจีนได้สำเร็จในปี 676

อาณาจักรชิลลามีความรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่แปด และพยายามที่จะสร้างอาณาจักรของตนให้เป็นไปตามคติทางพระพุทธศาสนา วัดบุลกุกซาจึงถูกสร้างขึ้นในช่วงการรวมอาณาจักรชิลลา

ในปี 698 พลเมืองเดิมของโกกุริวได้สถาปนาอาณาจักรบัลแฮขึ้น ซึ่งพำนักอยู่ทางตอนกลางด้านใต้ของแมนจูเรีย บัลแฮไม่เพียงแต่รวมประชาชนที่อพยพมาจากโกกุริวเท่านั้น แต่ยังมีพลเมืองโมแฮ (มัลกัล) จำนวนมากด้วย

บัลแฮมีรูปแบบการปกครองมาจากอาณาจักรโกกุริว คือ มีเมืองศูนย์กลางล้อมรอบด้วยเมืองหลักทั้งห้าภูมิภาค ส่วนวัฒนธรรมระดับสูงของบัลแฮนั้นมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมของโกกุริวนั้นเอง

ความรุ่งเรืองของบัลแฮถึงขีดสุดในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่เก้า โดยการครอบครองอาณาเขตอันมหาศาลทางเหนือจดแม่น้ำอามูร์ ทางตะวันตกจดไกยวน และทางตอนกลางด้านใต้ของแมนจูเรียถึงทางตะวันตก บัลแฮยังสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับตุรกีและญี่ปุ่น อาณาจักรบัลแฮดำรงอยู่ได้จนถึงปี 926 แต่เมื่อบัลแฮถูกปกครองโดยพวกคีตัน ชนชั้นปกครองทั้งหลายซึ่งส่วนใหญ่เป็นบรรพบุรุษโกกุริวจึงย้ายลงไปทางใต้และรวมกับราชวงศ์กอริโยที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่

กอริโย

กอริโย

ราชวงศ์กอริโย (918-1392) สถาปนาโดยวัง กอน นายพลผู้เคยรับราชการอยู่กับเจ้าชายคังเย ผู้ก่อการกบฏแห่งอาณาจักรชิลลา พระองค์ทรงเลือกซองกัก (ปัจจุบันคือเมืองแกซองในเกาหลีเหนือ) บ้านเกิดของพระองค์เป็นเมืองหลวง วัง กอนได้ประกาศเป้าหมายที่จะกอบกู้ดินแดนของอาณาจักรโกกุริวทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนที่สูญเสียไป

พระองค์ทรงตั้งชื่อราชวงศ์ของพระองค์ว่ากอริโย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อประเทศเกาหลีเป็นภาษาอังกฤษในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าราชวงศ์กอริโยจะไม่สามารถกอบกู้แผ่นดินที่สูญเสียไป แต่ราชวงศ์มีผลงานด้านวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองคือ ชองจา หรือเครื่องเคลือบดินเผาศิลาดล สีเขียวอมฟ้า และประเพณีที่รุ่งเรืองอันเนื่องจากพระพุทธศาสนา ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านั้นคือการประดิษฐ์แท่นพิมพ์โลหะแห่งแรกของโลก ซึ่งมีมาก่อนกูเตนเบิร์กแห่งเยอรมนีถึงสองศตวรรษ ในสมัยนั้น ช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญชาวเกาหลีประสบความสำเร็จในงานที่ยากยิ่งคือการแกะสลักพระวินัยในพระพุทธศาสนาทั้งหมดลงบนแผ่นพิมพ์ไม้ใหญ่จำนวนมหาศาล

แผ่นพิมพ์ไม้มีจำนวนกว่า 80,000 ชิ้น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้อิทธิพลของพระพุทธศาสนาผลักดันชาวมองโกลที่รุกราน แม่พิพม์เหล่านี้เรียกว่า พระไตรปิฎกฉบับเกาหลี ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดประวัติศาสตร์แฮอินซา

โชซอน

โชซอน

ราชวงศ์โชซอน (1392-1910) ในปี 1392 นายพลยี ซองเกเอาชนะกอริโยและสถาปนาราชวงศ์ใหม่คือราชวงศ์โชซอน ผู้ปกครองในระยะแรกของโชซอนสนับสนุนลัทธิขงจื๊อเป็นแนวคิดนำทางเพื่อตอบโต้อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลตตั้งแต่สมัยกอริโย

กษัตริย์ในราชวงศ์โชซอนปกครองอาณาจักรด้วยระบบสมดุลทางการเมือง ระบบการสอบฝ่ายพลเรือนถูกนำมาใช้ในการเข้ารับราชการ การสอบนี้ถือเป็นหลักสำคัญในการเลื่อนชนชั้นทางสังคมและจัดเป็นกิจกรรมทางปัญญาของยุคนั้น อย่างไรก็ตาม สังคมที่เน้นปรัชญาขงจื๊อเน้นคุณค่าการเรียนรู้ทางวิชาการ แต่ขณะเดียวกันก็ดูหมิ่นการค้าและการใช้แรงงาน

ในรัชสมัยของพระเจ้าเซจงมหาราช (1418-1450) ซึ่งเป็นรัชกาลที่สี่ของราชวงศ์โชซอน เกาหลีมีความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมซึ่งไม่เคยมีมาก่อน จากพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าเซจง นักปราชญ์แห่งราชสำนักได้คิดค้นตัวอักษรเกาหลี เรียกว่า ฮันกึล ต่อมาในภายหลังเรียกว่า ฮุนมินจองอึม หรือ “ระบบการออกเสียงที่ถูกต้องสำหรับสอนประชาชน”

พระเจ้าเซจงทรงสนพระทัยในดาราศาสตร์อย่างยิ่ง นาฬิกาแดด นาฬิกาน้ำ ลูกโลกที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งของดวงดาวต่างๆ ในท้องฟ้า แผนที่ทางดาราศาสตร์จึงถูกประดิษฐ์ขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระองค์

ในสมัยพระเจ้าเซโจ (พระเชษฐาของพระเจ้าเซจงมหาราช ครองราชย์ 1455-1468) มีความพยายามที่จะปรับปรุงระบบการปกครองของราชวงศ์โชซอนให้ดีขึ้น จึงโปรดให้คิดค้นและพิมพ์ประมวลกฎหมายฉบับย่อเรียกว่า “เกียงกุก แดชอน” ต่อมามีการจัดตั้งประมวลกฎหมายฉบับสมบูรณ์และนำรูปแบบการปกครองของราชวงศ์โชซอนไปใช้อย่างเป็นทางการเมื่อรัชสมัยพระเจ้าซองจง (1469-1494)

ในปี 1592 ญี่ปุ่นได้รุกรานราชวงศ์โชซอน เพื่อใช้เกาหลีเป็นฐานเพื่อเดินทัพไปโจมตีจีน ในการรบทางทะเล แม่ทัพเรือยี ซุน ซิน (1545-1598) ผู้ได้รับการยกย่องสูงสุดผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์เกาหลี ได้นำกองทัพเรือที่เคลื่อนพลได้อย่างมีประสิทธิภาพเข้าต่อสู้กับญี่ปุ่นโดยใช้เรือ กอบุกซอน (กองเรือเต่า) ซึ่งเชื่อว่าเป็นรบหุ้มเกราะชนิดแรกของโลก

ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 เกิดขบวนการชิลฮัก เคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนหรือการเรียนรู้ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริงโดยได้รับแรงกระตุ้นสำคัญในกลุ่มขุนนางปัญญาชน ผู้มีจิตใจก้าวหน้าเพื่อการสร้างชาติแบบใหม่

ขุนนางเหล่านั้นเสนอแนะอย่างแข็งขันให้มีการปรับปรุงด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการปฏิรูปเพื่อจัดสรรที่ดินครั้งใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มขุนนางอนุรักษ์นิยมที่มีตำแหน่งสูงยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงมากถึงขั้นนั้น

ในช่วงครึ่งหลังของสมัยโชซอน ขุนนางบริหารราชการแผ่นดินและชนชั้นสูงถูกกล่าวหาว่าเล่นพรรคเล่นพวก พระเจ้าเกียงโช (1724-1776) จึงใช้นโยบายความเป็นกลางเพื่อแก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองอันไม่พึงประสงค์ ทำให้พระราชอำนาจของพระองค์เข้มแข็งและสามารถบรรลุเสถียรภาพทางการเมืองได้

พระเจ้าชองโจ (1776-1800) ยังคงดำเนินนโยบายความเป็นกลางและจัดตั้งหอสมุดหลวง (กยูจังกัก) เพื่อเก็บรักษาเอกสารและบันทึกต่างๆ ที่เกี่ยวกับราชสำนัก ยุคสมัยนี้จึงเป็นช่วงที่รุ่งเรืองของชิลฮัก พระองค์ยังทรงริเริ่มปฏิรูปทางการเมืองและวัฒนธรรม ปัญญาชนจำนวนหนึ่งได้เขียนหนังสือเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการเกษตรและอุตสาหกรรม รัฐบาลนำความคิดไปปฏิบัติเพียงบางส่วน

การยึดครองเกาหลีโดยญี่ปุ่นและการเคลื่อนไหวของเกาหลีเพื่ออิสรภาพ

การยึดครองเกาหลีโดยญี่ปุ่นและการเคลื่อนไหวของเกาหลีเพื่ออิสรภาพ

ในศตวรรษที่ 19 เกาหลียังคงเป็น “อาณาจักรแห่งฤาษี” ที่ต่อต้านความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับตะวันตก ช่วงนั้น ประเทศในเอเชียและในยุโรปบางประเทศต่างมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่แข่งขันกันเพื่อที่จะมีอิทธิพลเหนือคาบสมุทรเกาหลี ส่วนญี่ปุ่นภายหลังจากที่ชนะสงครามกับจีนและรัสเซีย ญี่ปุ่นผนวกเกาหลี และปกครองเกาหลีในฐานะอาณานิคมในปี 1910

การปกครองแบบอาณานิคม มีส่วนช่วยกระตุ้นความรักชาติในหมู่ชาวเกาหลี เพราะปัญญาชนชาวเกาหลีมีความโกรธแค้นในนโยบายกลืนชาติของญี่ปุ่น ที่ห้ามการเรียนภาษาเกาหลีในโรงเรียน ชาวเกาหลีประท้วงอย่างสงบทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องอิสรภาพ ในวันที่ 1 มีนาคม 1919 ญี่ปุ่นใช้อำนาจควบคุมอย่างโหดร้ายกับผู้ประท้วงและผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน

แม้ว่าการประท้วงจะล้มเหลว แต่ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่ออิสรภาพ 1 มีนาคม ก่อให้เกิดความผูกพันในความเป็นหนึ่งเดียวของชาติและความรักชาติในหมู่คนเกาหลี การเคลื่อนไหวนี้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และมีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธในแมนจูเรียเพื่อต่อต้านลัทธิอาณานิคมของญี่ปุ่น ทุกวันที่ 1 มีนาคมจะจัดพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์นี้

ในยุคอาณานิคม ญี่ปุ่นได้ดำเนินการหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจในเกาหลีอย่างต่อเนื่อง ชีวิตของชาวเกาหลีถูกทำลายลงภายใต้การปกครองแบบอาณานิคมจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี 1945

การก่อตั้งสาธารณรัฐเกาหลี

การก่อตั้งสาธารณรัฐเกาหลี

เกาหลียินดีต่อความพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สองของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ความยินดีนั้นเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น เพราะอิสรภาพที่ชาวเกาหลีต่อสู้มาอย่างสาหัสไม่ได้นำไปสู่ความเป็นเอกราชในทันที ผลเป็นไปในทางตรงกันข้าม ประเทศเกิดการแบ่งแยกเนื่องจากความแตกต่างทางอุดมการณ์ ซึ่งมีเหตุมาจากการเกิดสงครามเย็น ความพยายามของเกาหลีที่จะจัดตั้งรัฐบาลอิสระต้องผิดหวังเมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาเข้าครอบครองทางตอนใต้ของคาบสมุทรและกองกำลังโซเวียตเข้าบังคับควบคุมทางตอนเหนือ

ในเดือนพฤศจิกายนปี 1947 สมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติได้ใช้มติในการแก้ปัญหาโดยการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเกาหลี ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมาธิการองค์การสหประชาชาติ

อย่างไรก็ตาม สหภาพโซเวียตปฏิเสธที่จะทำตามมติ และยังปฏิเสธคณะกรรมาธิการองค์การสหประชาชาติที่จะเข้าไปในตอนเหนือของเกาหลี ดังนั้นสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติจึงแก้ปัญหา โดยจัดให้มีการเลือกตั้งในพื้นที่ที่คณะกรรมาธิการองค์การสหประชาชาติสามารถเข้าไปได้ การเลือกตั้งในเกาหลีครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 1948 ทางใต้ของเส้นขนานที่ 38 เส้นขนานนี้จึงแบ่งคาบสมุทรเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

ซึงมันลี จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาและผู้ที่ร่วมต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนแรกแห่งสาธารณรัฐเกาหลีในปี 1948 การมมองการณ์ไกลของลีเป็นเครื่องมือในการจัดตั้งรัฐบาลแบ่งส่วนในเกาหลีใต้ ขณะเดียวกันทางเหนือของเส้นขนานที่ 38 ระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้การนำของคิม อิลซุง ผู้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต

วันที่ 25 มิถุนายน 1950 เกาหลีเหนือรุกรานทางใต้อย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการเริ่มต้นสงครามระหว่างสองฝ่ายเป็นระยะเวลาสามปี กองกำลังสหรัฐอเมริกา จีนและชาติต่างๆ เข้าร่วมรบ เนื่องจากความขัดแย้งนี้ทำให้ทั้งคาบสมุทรถูกโจมตีย่อยยับ ในเดือนกรกฎาคม 1953 ได้มีการลงนามหยุดยิง

ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีลีได้ทำคุณประโยชน์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ แต่เขาต้องออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน 1960 ซึ่งเป็นผลมาจากการจลาจลนำโดยนักศึกษาที่ประท้วงการยึดอำนาจและการฉ้อโกงเงินของประธานาธิบดีลี

ประเทศเกาหลีมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 ภายใต้การนำของพัค จองฮี นายพลที่ยึดอำนาจจากรัฐบาล ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “มหัศจรรย์แห่งแม่น้ำฮัน” ประธานธิบดีพัคใช้ระบบการปกครองแบบเข้มงวด ทำให้เกิดการลอบสังหารประธานาธิบดีพัคในปี 1979 ต่อมาเกาหลีใต้ถูกปกครองด้วยนายพลเช่นกัน ในปี 1987 มีการนำระบอบการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยการลงคะแนนเสียงจากประชาชนอย่างถูกตรงมาใช้แต่ยังไม่สำเร็จ จนกระทั่งประชาธิปไตยภาคประชาชนเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1993 โซลได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคในปี 1998 และเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่นจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2002 เกาหลีได้แสดงมรดกทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัย ผ่านทางการขยายการค้าและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ช่วงทศวรรษ 1950 เกาหลีถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ยากจนที่สุด แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีขึ้นมาอยู่อันดับที่ 13 และ 14 ของโลก และเกาหลียังมีบทบาทสำคัญในเวทีเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งประสบความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม G20 ในปี 2010

สาธารณรัฐเกาหลีค่อยๆ ดำเนินบนเส้นทางการเติบโตทางประชาธิปไตยและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แม้ว่าผลพวงจากสงครามเย็นจะยังหลงเหลือในคาบสมุทรเกาหลี ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจโลกก็จะยังคงส่งผลกระทบอยู่ สาธารณรัฐเกาหลีก็ได้ปรับตัวยืดหยุ่นต่อความท้าทายเหล่านี้ และมุ่งหน้าไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นต่อไป