바로가기 및 건너띄기 링크
본문 바로가기
주메뉴 바로가기

ข่าวสาร

รายงานผลการจัดการประชุม Korea–Thailand Future Cooperation Forum ครั้งที่ 1 (วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569)

  • วันที่โพสต์ต.ค. 20, 2569

รายงานผลการจัดการประชุม

Korea–Thailand Future Cooperation Forum ครั้งที่ 1 (วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569)

 

          เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569 การประชุม Korea–Thailand Future Cooperation Forum ครั้งที่ 1 ได้จัดขึ้น ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพร่วม งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ร่วมกันสร้างอนาคต: ความร่วมมือในอุตสาหกรรม AI และคอนเทนต์(Building Tomorrow Together: Our Partnership in AI and Content Industries)” มีผู้เข้าร่วมประมาณ 250 คน จากหน่วยงานกว่า 100 แห่ง ทั้งภาครัฐ สถาบันวิจัย ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ

          การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแสวงหาโอกาส ความร่วมมือใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างเกาหลีใต้และไทย ตลอดจนวางรากฐานสำหรับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมคอนเทนต์จากทั้งสองประเทศ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวโน้มอุตสาหกรรม พร้อมหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างกันในสาขา AI โดยผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนทิศทางด้านนโยบายและการลงทุนของทั้งสองประเทศ รวมถึงแสวงหาโอกาสความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม ส่วนในสาขาคอนเทนต์ ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา (IP) การสนับสนุนผู้สร้างสรรค์ผลงาน การปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับตลาดท้องถิ่น และการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยประเด็นสำคัญของทั้งสองสาขาคือการเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศเพื่อพัฒนาไปสู่ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมที่เป็นรูปธรรม

          ฯพณฯ นายปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย กล่าวในพิธีเปิดว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้และไทยในปี พ.ศ. 2571 คาดหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะสร้างบทบาทใหม่ และการประชุมครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการเดินไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน โดยแสดงความยินดีที่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ และหวังว่าความร่วมมือระหว่างสองประเทศในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจะขยายตัวมากยิ่งขึ้น นายปาร์ค ยุนจู ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเกาหลี กล่าวแสดงความยินดีและหวังให้การประชุมครั้งนี้พัฒนาเป็นเวทีความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ซึ่งจะช่วยให้ทั้งสองประเทศร่วมกันกำหนดทิศทางในอนาคต นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยกล่าวถึงโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างเกาหลีใต้กับไทยในสาขา AI และอุตสาหกรรมคอนเทนต์ พร้อมกล่าวขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยที่จัดเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มีความหมายนี้

          นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมเสวนาด้านการจ้างงานกับบริษัทเกาหลีขึ้นเป็นกิจกรรมคู่ขนาน โดยมีบริษัทเกาหลี 4 แห่งเข้าร่วม ได้แก่ Doosan Electronics, Korean Air, POSCO และ COSMAX Thailand ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยมีแผนที่จะจัดการประชุมดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ โดยมุ่งเน้นประเด็นด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพสูงในการสร้างความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวโน้มอุตสาหกรรมระหว่างผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนร่วมกันแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและเสริมสร้างความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างเกาหลีใต้และไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น


เอกสารประกอบข่าว: สรุปเนื้อหาการนำเสนอของวิทยากร 8 ท่านในการประชุม Korea–Thailand Future Cooperation Forum ครั้งที่ 1

 

[การประชุมช่วงที่ 1: ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม AI (AI Industrial Cooperation Session)]

1. “AI Policies & Investments” — ดร. จีอุง ยุน ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเกาหลี (STEPI)

• นำเสนอยุทธศาสตร์ระดับชาติและแผนการลงทุนเพื่อผลักดันเกาหลีใต้ให้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน

สามประเทศผู้นำของโลกด้าน AI โดยเกาหลีใต้กำลังดำเนินแผนปฏิบัติการด้าน AI ระดับชาติ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรม AI การเปลี่ยนผ่านสู่ AI ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ (AX) และการสร้างสังคมที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมกำหนดโครงการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ (1) เซมิคอนดักเตอร์ (2) Physical AI และ (3) ศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Centers) โดยมุ่งขยายกำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้าน Physical AI ภายในปี พ.ศ. 2573 และการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี AI การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการขยายโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กัน → มีเป้าหมายที่จะผลักดันเกาหลีใต้ให้เป็นประเทศชั้นนำด้าน AI ผ่านการผสานการสนับสนุนด้านนโยบายและงบประมาณของภาครัฐเข้ากับการลงทุนขนาดใหญ่จากภาคเอกชน


2. “Current Status of AI Industry” — ดร. จุนยอง ลี นักวิจัยจากสถาบันเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและการค้าเกาหลี (KIET)

• จุดแข็งของเกาหลีใต้ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้านขนาดของโมเดล AI ขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การประยุกต์ใช้ AI ในภาคการผลิต โลจิสติกส์ และบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่ AI (AX) โดยเสนอขอบเขตความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านโลจิสติกส์และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยวและ MICE ตลอดจนศูนย์ข้อมูล พร้อมเน้นย้ำว่าข้อมูลที่เกิดจากโครงการร่วมกันควรเป็นสิทธิร่วมของทั้งสองฝ่าย และต้องคุ้มครองเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของผู้ประกอบการท้องถิ่น → เสนอให้สร้างรูปแบบความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยผสานความเชี่ยวชาญด้าน AI ที่นำไปใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้เข้ากับฐานอุตสาหกรรมและตลาดของไทย ภายใต้หลักการถือครองข้อมูลร่วมกันและผลประโยชน์ร่วมกัน


3. “AI Policies & Incentives” — ดร.วสันต์ ภัทรอธิคมผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)

• นโยบาย AI ของไทยมุ่งใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาบริการสาธารณะ และยกระดับอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการสร้างระบบธรรมาภิบาลที่น่าเชื่อถือ และการขยายขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ โดยไทยกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI โมเดล AI ภาษาไทย การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา และการประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังนำเสนอแนวทางส่งเสริมการลงทุนและการใช้ AI ของภาคธุรกิจ อาทิ สิทธิประโยชน์ทางภาษี การร่วมลงทุนและการสนับสนุนทางการเงิน การสนับสนุน R&D การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การดึงดูดการลงทุน และการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการประมวลผล → ไทยจำเป็นต้องใช้ AI เป็นรากฐานในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์จากภายนอกมากเกินไป และเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI ของตนเอง


4. “Industrial Trends & Progress” — ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

• จากการแพร่หลายอย่างรวดเร็วของ Generative AI และการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น AI กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลิตภาพและขีดความสามารถ ในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย โดยนำเสนอ AI ในฐานะเทคโนโลยีพื้นฐานที่หลากหลาย อุตสาหกรรมและธุรกิจจำเป็นต้องนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เทคโนโลยีที่จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจำเป็นต้องขยายการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจ พัฒนาบุคลากรและระบบนิเวศอุตสาหกรรม ที่รองรับการใช้เทคโนโลยี และเพิ่มผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการประยุกต์ใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ → ไทยควรใช้ประโยชน์จากกระแสการขยายตัวของ AI เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม


[การประชุมช่วงที่ 2: ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ (Content Industrial Cooperation Session)]

5. “Korea’s Policies and Strategies for the Content Industry” — นายคิม นัมฮย็อก อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

• นำเสนอทิศทางนโยบายในการส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของเกาหลีใต้ให้เป็นอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยอ้างอิงยุทธศาสตร์ระดับชาติปี ค.ศ. 2024 ซึ่งกำหนดเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2027 ในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกคอนเทนต์เป็น 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างการจ้างงานในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ 740,000 ตำแหน่ง พร้อมเน้นการเสริมสร้างรากฐานอุตสาหกรรม การขยายแหล่งเงินทุนเชิงนโยบาย การสนับสนุนการเติบโตของบริษัท การใช้เทคโนโลยีใหม่และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) การขยายตลาดโลก การคุ้มครองลิขสิทธิ์ และการสนับสนุนรายสาขา อาทิ เกม เว็บตูน ภาพยนตร์ ดนตรี และการออกอากาศ → จำเป็นต้องเชื่อมโยงความนิยมของ K-Content ทั่วโลกเข้ากับการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มการส่งออก การจ้างงาน และขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไปพร้อมกัน


6. “How K-Content Appeals Globally” — นางคัง อึนจิน (EJ Kang) บริษัท Kakao Entertainment

• อธิบายศักยภาพการขยายตัวของ K-Content ทั่วโลกผ่านการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการมีส่วนร่วมของแฟนคลับระดับนานาชาติ โดยนำเสนอแนวทางการเล่าเรื่องข้ามสื่อ (Transmedia Storytelling) ซึ่งขยายเรื่องราวเดียวกันจากนิยายออนไลน์ไปสู่เว็บตูนและละคร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและการเผยแพร่ที่ใช้ AI พร้อมกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่แฟนคลับในแต่ละประเภท อาทิ โรแมนติกแฟนตาซี มูฮยอบ และ BL ค้นพบ แปล และเผยแพร่ผลงานข้ามพรมแดน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าเรื่องราวและวัฒนธรรมเฉพาะของไทยก็สามารถดึงดูดความสนใจจากนานาชาติได้เช่นกัน → การผสานเรื่องราวที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม การเผยแพร่ผ่านช่องทางดิจิทัล และการมีส่วนร่วมของแฟนคลับอย่างแข็งขัน จะช่วยให้ไม่เพียงแต่คอนเทนต์เกาหลีเท่านั้น แต่คอนเทนต์ไทยก็มีโอกาสเติบโตเป็น IP ระดับโลกได้เช่นกัน


7. “Policies of Content Industry” — นางสาวอิศรา พรหมทองสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)

• นำเสนอกรณีการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยและการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเน้นโครงการ Content Lab ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการในปี ค.ศ. 2023 เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์ไทยกับผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ระดับนานาชาติ และในปี ค.ศ. 2024 ได้ขยายเป็นโครงการบ่มเพาะ 4 โครงการ พร้อมจัดงาน Project Market ครั้งแรก → โครงการนี้ช่วยส่งเสริมการต่อยอดแนวคิดสร้างสรรค์ไปสู่ธุรกิจและกระตุ้นความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย


8. “Industrial Trends & Progress: True CJ” — นางอารี อารีจิตเสถียรประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท True CJ Creations

• นำเสนอกรณีของ True CJ Creations ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง True Corporation ของไทยกับ CJ ENM ของเกาหลีใต้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือด้านคอนเทนต์ระหว่างสองประเทศนั้น ถูกนำไปปฏิบัติจริงผ่านกระบวนการผลิตและการเผยแพร่ได้อย่างไร โดยนำรูปแบบคอนเทนต์และองค์ความรู้ด้านการผลิตของเกาหลีใต้ มาปรับให้เหมาะสมกับวัฒนธรรม อาหาร และทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวของไทย พร้อมใช้คอนเทนต์หลากหลายประเภท อาทิ ละครและรายการบันเทิง ในการเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารและแหล่งท่องเที่ยวของไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ → การผสานความเชี่ยวชาญด้านการผลิตคอนเทนต์ของเกาหลีใต้ เข้ากับทรัพยากรทางวัฒนธรรมของไทย จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลกของคอนเทนต์ทั้งสองประเทศ และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่นได้