바로가기 및 건너띄기 링크
본문 바로가기
주메뉴 바로가기
เกี่ยวกับประเทศเกาหลี

ภาพรวมของประเทศเกาหลี

เกี่ยวกับประเทศเกาหลี

ภูมิศาสตร์และที่ตั้งของคาบสมุทรเกาหลี(Geography and Location of the Korean Peninsula)

 

คาบสมุทรเกาหลีตั้งอยู่ระหว่างลองจิจูดตะวันออก 124° ถึง 132° บริเวณขอบด้านตะวันออกของทวีปยูเรเชีย และขอบด้านตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก ทางเหนือมีพรมแดนติดกับประเทศจีนและประเทศรัสเซีย ส่วนทางใต้ติดกับประเทศญี่ปุ่น โดยมีช่องแคบเกาหลีเป็นพรมแดนทางทะเลระหว่างกัน

 

คาบสมุทรทอดยาวจากเหนือจรดใต้ประมาณ 1,000 กิโลเมตร (620 ไมล์) โดยมีความกว้างโดยเฉลี่ยจากตะวันออกถึงตะวันตกประมาณ 300 กิโลเมตร (185 ไมล์) มีพื้นที่รวมทั้งหมด 223,404 ตารางกิโลเมตร (86,260 ตารางไมล์) ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับสหราชอาณาจักร กานา ลาว หรือเบลารุส ในปี 2025 สาธารณรัฐเกาหลีซึ่งมีอำนาจการปกครองทางใต้ของเส้นแบ่งเขตแดนทางทหารครอบครองพื้นที่ประมาณ 100,459 ตารางกิโลเมตร (38,790 ตารางไมล์) จากพื้นที่ทั้งหมด

 

ประมาณร้อยละ 75 ของคาบสมุทรเป็นพื้นที่ภูเขา ทำให้ภูเขาเป็นทิวทัศน์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในสาธารณรัฐเกาหลี ขณะที่พื้นที่ราบกว้างใหญ่ค่อนข้างมีอย่างจำกัด ภูมิประเทศมีความลาดเอียงจากทิศตะวันออกลงสู่ทิศตะวันตก โดยมีแนวเทือกเขาที่สูงมากกว่า 1,000 เมตร (3,280 ฟุต) กระจุกตัวบริเวณตอนเหนือและตะวันออกของคาบสมุทร เทือกเขาเหล่านี้เปรียบเสมือนสันหลังอันขรุขระ ส่งผลให้ชายฝั่งทะเลตะวันออกมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน ในขณะที่ชายฝั่งตะวันตกมีลักษณะราบเรียบและมีความลาดชันน้อยกว่า

 

ยกเว้นพรมแดนทางเหนือ คาบสมุทรถูกล้อมรอบด้วยทะเลทั้งสามด้าน โดยมีแนวชายฝั่ง รวมถึงหมู่เกาะเป็นพื้นที่ประมาณ 15,241 กิโลเมตร (9,470 ไมล์) ทะเลตะวันออกมีความลึกมากและแนวชายฝั่งค่อนข้างเรียบ ในทางกลับกัน ทะเลตะวันตกและน่านน้ำทางทิศใต้ระดับน้ำมีความตื้นกว่า โดยมีลักษณะแนวชายฝั่งที่ซับซ้อน คดเคี้ยว และเต็มไปด้วยเกาะจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ละแนวชายฝั่งมีทัศนียภาพทางทะเลและลักษณะทางนิเวศวิทยาที่แตกต่างกันไป กล่าวคือ ทะเลตะวันออกมีน้ำลึกและใสสะอาด ทะเลตะวันตกเป็นพื้นที่โคลนเลนและที่ราบน้ำท่วมถึงขนาดใหญ่ ส่วนทะเลทางใต้มีชื่อเสียงจากหมู่เกาะจำนวนมากที่กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณ

 

ในด้านการปกครอง สาธารณรัฐเกาหลีประกอบด้วย 1 นครพิเศษ, 6 มหานคร, 1 เมืองปกครองตนเองพิเศษ, 6 จังหวัด และ 3 จังหวัดปกครองตนเองพิเศษ การแบ่งเขตการปกครองดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการบริหารจัดการประเทศและอัตลักษณ์ของภูมิภาค ซึ่งได้รับการปรับเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่องตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและประชากร เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นและอุตสาหกรรมมีการขยายตัว เมืองสำคัญหลายแห่งจึงได้รับการยกระดับให้เป็นเมืองมหานคร นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างการปกครองสะท้อนถึงความต้องการของท้องถิ่น อาทิ การกำหนดให้จังหวัดเชจูเป็นจังหวัดปกครองตนเองพิเศษในปี 2006 รวมถึงจังหวัดคังว็อนในปี 2023 และจังหวัดช็อลลาเหนือในปี 2024




ดินแดนของฤดูกาลทั้งสี่ (A Land of Four Seasons)

 

สาธารณรัฐเกาหลีมีภูมิอากาศแบบอบอุ่น สามารถแบ่งออกเป็น 4 ฤดูกาลอย่างชัดเจน โดยแต่ละฤดูกาลมีสีสัน บรรยากาศ และเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

 

โดยทั่วไปฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงมีอากาศแจ่มใสและแห้ง จึงเป็นฤดูกาลที่เหมาะกับการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยว ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกซากุระและดอกอาซาเลียจะผลิดอกบานสะพรั่ง ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทั้งภูเขาและในเมืองต่างปกคลุมไปด้วยใบไม้สีแดงและสีทองอันสดใส ส่วนช่วงฤดูร้อนมีอากาศร้อนและชื้น ทำให้ผู้คนนิยมเดินทางไปลำธาร แม่น้ำ และชายหาดเพื่อคลายร้อน ขณะที่ฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำและมีหิมะตกบ่อยครั้ง เหมาะสำหรับการเล่นสกี เลือนหิมะ และกิจกรรมฤดูหนาวอื่น ๆ

 

อุณหภูมิมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค แต่ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิรายปีของประเทศอยู่ระหว่าง 7-15 องศาเซลเซียส (45-59 องศาฟาเรนไฮต์)

 

เดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 25-27 องศาเซลเซียส (77-81 องศาฟาเรนไฮต์) และช่วงกลางวันมีอุณหภูมิสูงกว่า 33 องศาเซลเซียส (91 องศาฟาเรนไฮต์) ส่วนเดือนมกราคมเป็นเดือนที่หนาวที่สุด โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง -6.9 ถึง 3.6 องศาเซลเซียส (20-38 องศาฟาเรนไฮต์) บางพื้นที่อุณหภูมิอาจลดต่ำกว่า -10 องศาเซลเซียส (14 องศาฟาเรนไฮต์)

 

ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีประมาณ 1,400 มิลลิเมตร (55 นิ้ว) โดยปริมาณมากกว่าครึ่งตกในช่วงฤดูร้อน ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนกรกฎาคม ประเทศเกาหลีเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุม หรือที่เรียกว่า 'จังมา (Jangma)' ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ระดับความชื้นในฤดูร้อนโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณร้อยละ 75-85 ขณะที่ฤดูใบไม้ผลิจะอยู่ในระดับปานกลางมากกว่าคือร้อยละ 50-70

 

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลักษณะภูมิอากาศแบบกึ่งเขตร้อนเห็นได้ชัดมากขึ้น โดยเฉพาะตามแนวชายฝั่งทางตอนใต้ของสาธารณรัฐเกาหลี ส่งผลให้สามารถปลูกพืชเขตร้อนได้ อาทิ กล้วย และมะม่วงแอปเปิล ในขณะเดียวกัน พื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกพืชที่เติบโตได้ดีในอากาศเย็น อาทิ ข้าว และแอปเปิล มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง


1. Winter Landscape of Deogyusan Mtn. in Muju Renowned for its vibrant autumn foliage and snow-covered trees in winter, Deogyusan stands as Korea’s premier alpine showcase of four-season splendor.

1. Winter Landscape of Deogyusan Mtn. in Muju 

Renowned for its vibrant autumn foliage and snow-covered trees in winter, Deogyusan stands as Korea’s premier alpine showcase of four-season splendor.


ประชากรในเกาหลี: ภูมิทัศน์ทางประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป(Population in Korea: A Shifting Demographic Landscape)

 

ในปี ค.ศ. 2023 สาธารณรัฐเกาหลีมีประชากรอยู่ที่ประมาณ 51.77 ล้านคน ส่งผลให้กลายเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 29 ของโลก และมีสัดส่วนของประชากรเพศชายและเพศหญิงใกล้เคียงกัน ประชากรมากกว่าครึ่งกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองหลวงอย่างโซล คย็องกี และอินช็อน ส่งผลให้มีความหนาแน่นของประชากรสูงทั้งในและรอบ ๆ เขตมหานคร ผู้คนส่วนใหญ่อาศัยในเขตนี้เนื่องจากมีเครือข่ายคมนาคมที่พัฒนาแล้ว รวมถึงสถาบันทางการศึกษานับไม่ถ้วน และสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัฒนธรรมอีกมากมาย ซึ่งมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้คนทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวัน

 

สาธารณรัฐเกาหลีติดอันดับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าเฉลี่ยอายุขัยประชากรสูงที่สุดในโลก ปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ราว ๆ 84.5 ปี โดยเมื่อเปรียบเทียบกันผู้หญิงจะมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 87.1 ปี นับว่ามีอายุยืนกว่าผู้ชายซึ่งมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 81.6 ปี อายุที่ยืนยาวนี้ส่วนมากเป็นผลมาจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า มาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น และโครงสร้างด้านสาธารณสุขที่แข็งแรง ส่งผลให้สาธารณรัฐเกาหลีกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าเฉลี่ยอายุขัยประชากรสูงที่สุดร่วมกับประเทศญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์

 

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างประชากรของประเทศกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันเนื่องจากอัตรการเกิดที่ลดฮวบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในปี ค.ศ. 2024 จำนวนบุตรโดยเฉลี่ยต่อผู้หญิงหนึ่งคนอยู่ที่เพียง 0.75 ซึ่งถือเป็นอัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำที่สุดในโลก เมื่อรวมกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว แนวโน้มนี้ส่งผลให้เกิดความท้าทายใหม่ ๆ ในหลายภาคส่วน รวมไปถึงด้านแรงงาน การศึกษา และสวัสดิการสังคม



2. View of the Hangang River and Yeouido from Nodeulseom Island, Seoul In densely populated Seoul, public spaces such as Nodeulseom Island and robust urban infrastructure are key to enhancing the quality of life of residents.


2. View of the Hangang River and Yeouido from Nodeulseom Island, Seoul 

In densely populated Seoul, public spaces such as Nodeulseom Island and robust urban infrastructure are key to enhancing the quality of life of residents.


ฮันกึล: ระบบการเขียนที่มีรากฐานมาจากหลักการทางวิทยาศาาสตร์ (Hangeul: A Writing System Rootedin Scientific Principles)

 

สาธารณรัฐเกาหลีใช้ภาษาเกาหลีซึ่งเป็นภาษาเฉพาะของชาติตนเอง และเขียนด้วยฮันกึล อักษรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแทนเสียงในภาษาเกาหลี ภาษาเกาหลีเป็นภาษาคำติดต่อ กล่าวคือ เป็นภาษาที่มีการเชื่อมรากศัพท์เข้ากับองค์ประกอบทางไวยากรณ์ ลำดับคำรวมไปถึงคำบ่งชี้ทำหน้าที่เป็นตัวที่สื่อถึงความสัมพันธ์ทางไวยากรณ์

 

“ฮันกึล” ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1443 โดยพระเจ้าเซจงมหาราชแห่งราชวงศ์โชซ็อนเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงการอ่านและการเขียนได้มากขึ้น มีการประกาศใช้ฮันกึลอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1446 พร้อมด้วยคู่มือที่อธิบายวัตุประสงค์และหลักการของระบบตัวอักษรนี้ ชื่อว่า “ฮุนมินจองอึม แฮรเยบน” (การออกเสียงที่ถูกต้องเพื่อการศึกษาของประชาชน ฉบับคำอธิบาย) ฮันกึลซื่งเดิมเรียกว่า “ฮุนมินจองอึม” ประกอบไปด้วย 28 ตัวอักษร โดยมีพยัญชนะ 17 ตัวและสระ 11 ตัว ปัจจุบันคงเหลือตัวอักษรที่ยังใช้งานอยู่ 24 ตัว ประกอบไปด้วยพัญชนะ 14 ตัว และสระ 10 ตัว

 

ฮันกึลได้รับการออกแบบด้วยความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์เพื่อสะท้อนการออกเสียงของภาษาเกาหลี พยัญชนะอย่าง ㄱ (ก), ㄴ (น), ㅁ(ม), ㅅ (ซ), และ ㅇ (ง) ได้รับการจำลองขึ้นตามรูปร่างและการเคลื่อนไหวของอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียง ㆍ (ออ), ㅡ (อือ), และ ㅣ (อี) มีพื้นฐานมาจากแนวคิดทางปรัชญาเกี่ยวกับท้องฟ้า พื้นดิน และมนุษย์ ตามดำลับ ตัวอักษรเหล่านี้ถูกจัดกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นบล็อกพยางค์โดยใช้ระบบที่เรียกว่า “โมอาซือกี” (การประกอบพยางค์)

 

ฮันกึลเป็นระบบการเขียนเพียงระบบเดียวในโลกที่ทราบแน่ชัดว่าได้รับการประดิษฐ์ขึ้นโดยกษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ทรงเขียนคำอธิบายเกี่ยวกับอักษรที่ทรงประดิษฐ์ขึ้นด้วยเช่นกัน ฮุนมินจองอึม แฮรเยบนเป็นบันทึกฉบับพิเศษที่แสดงถึงรากฐานทางปรัชญาและทางภาษาศาสตร์ในการประดิษฐ์อักษร ด้วยความพิเศษนี้ ฮุนมินจองอึม แฮรเยบนจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติของสาธารณรัฐเกาหลีในปี ค.ศ. 1962 และได้จารึกอยู่ในทะเบียนความทรงจำแห่งโลกของ UNESCO ในปี ค.ศ. 1997 อีกทั้ง UNESCO ยังยกย่องพระราชกรณียกิจของพระเจ้าเซจงมหาราชผ่านรางวัล King Literacy Prize ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้บุคคลและองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในการส่งเสริมการรู้หนังสือทั่วโลก

 

ในช่วงหลายปีมานี้ ความงดงามเชิงโครงสร้างและการออกแบบตัวอักษรอันมีเอกลักษณ์เฉพาะของฮันกึลได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รูปแบบที่โดดเด่นของฮันกึลได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานในสายแฟชั่น การออกแบบ และศิลปะแขนงต่าง ๆ

 

ความสนใจในภาษาเกาหลียังคงเติบโตต่อไปควบคู่กับการแผ่ขยายไปทั่วโลกของวัฒนธรรมเกาหลีที่มักเรียกกันว่า “Korean Wave” หรือ “Hallyu” (กระแสเกาหลี) สถาบันภาษาเกาหลีเซจง เครือข่ายทั่วโลกที่สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาภาษาและวัฒนธรรมเกาหลี ได้ขยายไปมากถึง 256 แห่ง ใน 88 ประเทศ ในปี ค.ศ. 2024 มีนักเรียนจำนวน 216,226 คนลงทะเบียนในหลักสูตรทั้งออนไลน์และออนไซต์ของสถาบัน เพิ่มขึ้นมาร้อยละ 20.8 เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2023 ซึ่งมีนักเรียนจำนวน 178,973 คน ปัจจุบัน สถาบันภาษาเกาหลีเซจงเป็นมากกว่าสถาบันสอนภาษาและได้พัฒนาเพื่อก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกสำหรับการแลกเปลี่ยนและมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรม

 

ในประเทศเกาหลี มีการฉลองวันฮันกึลในวันที่ 9 ตุลาคมของทุกปี เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการประดิษฐ์อักษรและเพื่อเชิดชูพระราชกรณียกิจของพระเจ้าเซจงมหาราช

 


3. Hangeul Metal Type Over 750 pieces of Hangeul metal type, produced during the Joseon era, provide valuable insight into the practical use of the script.


3. Hangeul Metal Type 

Over 750 pieces of Hangeul metal type, produced during the Joseon era, provide valuable insight into the practical use of the script.



4. National Calligraphy Contest at Gwanghwamun Square Participants concentrate on their calligraphy at the 569th Hangeul Day celebration, held on October 9 at Gwanghwamun Square in Seoul.


4. National Calligraphy Contest at Gwanghwamun Square 

Participants concentrate on their calligraphy at the 569th Hangeul Day celebration, held on October 9 at Gwanghwamun Square in Seoul.


ธงประจำชาติเกาหลี: แทกึกกี, ตราสัญลักษณ์ของประเทศเกาหลี (National Flag: The Taegeukgi, Emblem of Korea)

 

“แทกึกกี” เป็นธงประจำชาติสาธารณรัฐเกาหลี มีพื้นหลังสีขาว มีสัญลักษณ์แทกึกอยู่ตรงกลาง และมีสัญลักษณ์ไตรแกรมอยู่ที่มุมทั้งสี่ของธง โดยพื้นหลังสีขาว สื่อถึงความสว่าง ความบริสุทธิ์ และสันติภาพ สัญลักษณ์แทกึกสีแดงและน้ำเงินที่อยู่ตรงกลาง สื่อถึงความเป็นอันหนึ่งเดียวกันของหยินและหยาง สองพลังที่เป็นคู่ตรงข้ามแต่เกื้อหนุนกัน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งในจักรวาลตามปรัชญาเอเชียตะวันออก และไตรแกรมที่อยู่ล้อมรอบสัญลักษณ์แทกึกตรงมุมทั้งสี่ของธง สื่อถึงธาตุทั้งสี่ของธรรมชาติ ได้แก่ คอน (☰; ท้องฟ้า), โกน (☷; ผืนดิน), คัม (☵; น้ำ), รี (☲; ไฟ)

 

แทกึกกีได้รับการประกาศให้เป็นธงประจำชาติสาธารณรัฐเกาหลีอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1883 ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าโคจงแห่งราชวงศ์โชซ็อน แทกึกกีถูกนำมาใช้ตั้งแต่ในสมัยจักรวรรดิเกาหลี และยังคงเป็นธงประจำชาติสาธารณรัฐเกาหลีมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงเริ่มแรก ธงถูกออกแบบมาหลายรูปแบบเนื่องจากขาดแนวทางมาตรฐานทางการผลิต จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1949 ได้กำหนดมาตรฐานด้วยการนำ “แนวทางการผลิตธง” ซึ่งได้รวมข้อกำหนดต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน และในปี ค.ศ. 2007 พระราชบัญญัติธงชาติสาธารณรัฐเกาหลีได้วางกรอบทางกฎหมายอย่างเป็นทางการสำหรับการใช้งานและการจัดการธงชาติอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบัน แทกึกกีเป็นมากกว่าตราสัญลักษณ์ประจำชาติ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของเอกลักษณ์และวัฒนธรรมเกาหลีในเวทีโลก





5. The Taegeukgi A symbol of harmony between yin and yang, embodying the philosophical principles of the four trigrams.


5. The Taegeukgi 

A symbol of harmony between yin and yang, embodying the philosophical principles of the four trigrams.




ดอกไม้ประจำชาติเกาหลี: มูกุงฮวา, ความเบ่งบานของประเทศเกาหลี (National Flower: The Mugunghwa, Korea in Bloom)

 

“มูกุงฮวา” (ชื่อวิทยาศาสตร์: Hibiscus syriacus) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กุหลาบแห่งชาโรน” เป็นดอกไม้ประจำชาติสาธารณรัฐเกาหลี โดยชื่อของดอกไม้มาจากคำว่า “มูกุง” ที่มีความหมายว่า นิรันดร์ หรือ ไม่เหี่ยวเฉา สื่อถึงการเป็นดอกไม้ที่เบ่งบานชั่วนิรันดร์ มูกุงฮวาเป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแห่งความเพียรพยายามและความอดทนที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมของเกาหลี

 

โดยปกติ มูกุงฮวาจะออกดอกทุกวันตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนตุลาคม แต่ละต้นจะออกดอกนับพันดอก แสดงให้เห็นถึงพลังอันน่าทึ่งของดอกไม้ ชาวเกาหลีให้ความสำคัญกับมูกุงฮวามานานหลายศตวรรษในฐานะดอกไม้อันล้ำค่าและศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบัน มูกุงฮวายังคงเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยปรากฏให้เห็นในสถาบันของรัฐ โรงเรียน และพิธีการสาธารณะที่สำคัญต่าง ๆ



6. The Mugunghwa Notable for its graceful yet resilient appearance, the mugunghwa captures the quiet strength and identity of the Korean people.


6. The Mugunghwa 

Notable for its graceful yet resilient appearance, the mugunghwa captures the quiet strength and identity of the Korean people.


เพลงชาติเกาหลี: แอกุกกา, บทเพลงแห่งความสามัคคี (National Anthem: A Song of Unity, the “Aegukga”)

 

“แอกุกกา” หรือ เพลงของผู้รักชาติ เป็นบทเพลงประจำชาติสาธารณรัฐเกาหลี เนื้อเพลงได้ถูกประพันธ์ขึ้นโดยบุคคลผู้รักชาติหลายท่านในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และประพันธ์ทำนองโดยอันอิกแท ในปี ค.ศ. 1935 แอกุกกา ได้รับการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1948 เนื่องในโอกาสการก่อตั้งสาธารณรัฐเกาหลี และได้มีการบรรเลงมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาในวันหยุดสำคัญของชาติและในงานพิธีการ




ระบบการเมืองของเกาหลี (Korea’s Political System)

 

สาธารณรัฐเกาหลีเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยที่ปกครองโดยหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ สาธารณรัฐเกาหลีปกครองด้วยระบบประธานาธิบดี ซึ่งดำรงตำแหน่งทั้งประมุขแห่งรัฐและหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีจะได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นวาระเดียวที่ไม่สามารถต่ออายุได้เป็นเวลา 5 ปี